การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

บริษัทตระหนักดีว่าการจัดการความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากบริษัทย่อมต้องเผชิญกับความเสี่ยงหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงทางการค้า สินทรัพย์ กฎหมาย สิ่งแวดล้อม สุขภาพและความปลอดภัย การหยุดชะงักทางธุรกิจ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บริษัทได้ใช้แนวคิดแบบบูรณาการในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อระบุและจัดลำดับความสำคัญของประเด็นต่างๆ โดยใช้ข้อมูลจากมุมมองของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ดำเนินงานในหลากหลายมิติตลอดห่วงโซ่คุณค่า ทิศทางของอุตสาหกรรมสื่อโฆษณา ตลอดจนแนวโน้มด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ การจัดลำดับความสำคัญความเสี่ยงถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของแพลนบี

SDGs 8 SDGs 12 SDGs 13 SDGs 16

เป้าหมายและผลการดำเนินงาน

เป้าหมายด้านความยั่งยืน ผลการดำเนินงานปี 2568
ระยะยาว (ปี 2569-2573) ระยะสั้น (ปี 2569)
บูรณาการประเด็นความยั่งยืนที่สำคัญ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เข้าสู่กระบวนการบริหารความเสี่ยงตามกรอบ COSO ERM 2017 อย่างเต็มรูปแบบ ร้อยละ 100 ของพนักงานและผู้บริหารได้รับการอบรมและผ่านการทดสอบด้านการบริหารความเสี่ยงองค์กร และความเสี่ยงด้านความยั่งยืน (ESG Risks) ฝึกอบรมพนักงานในด้านการบริหารความเสี่ยงเพื่อสร้างวัฒนธรรมที่ดีขององค์กร ในทุกระดับชั้นตั้งแต่ผู้บริหาร ผู้จัดการ หัวหน้างาน ไปจนถึงพนักงานระดับปฏิบัติการ
ไม่มีอุบัติการณ์หยุดชะงักทางธุรกิจที่รุนแรง (Zero Major Business Interruption) จากความเสี่ยงหลักที่บริษัทได้ระบุและประเมินไว้ ระบุและประเมินความเสี่ยงที่อุบัติใหม่ (Emerging Risks) อย่างน้อย 1-2 ประเด็น พร้อมจัดทำแผนบรรเทาผลกระทบเชิงรุก
เป้าหมายและผลการดำเนินงาน
ความมุ่งมั่นของเราในการขับเคลื่อนความยั่งยืนสะท้อนผ่านเป้าหมายและผลการดำเนินงานด้าน ESG

ความมุ่งมั่น ความท้าทาย และโอกาส

ความมุ่งมั่น
  • มุ่งสร้างระบบบริหารความเสี่ยงที่ครอบคลุม โปร่งใส และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

  • ส่งเสริมวัฒนธรรมด้านความเสี่ยงให้พนักงานทุกระดับมีส่วนร่วมและรับผิดชอบ

  • พัฒนากระบวนการติดตาม ประเมิน และบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนความยั่งยืนขององค์กรและผู้มีส่วนได้เสีย

ความท้าทาย
  • การบูรณาการความเสี่ยงกับกลยุทธ์ธุรกิจ ที่ต้องทำให้สอดคล้องกันและสร้างคุณค่า ไม่ใช่เพียงการป้องกันความเสียหาย

โอกาส
  • พัฒนานวัตกรรมและการปรับตัว โดยใช้ข้อมูลและการวิเคราะห์ความเสี่ยงเชิงรุก (Risk Analytics) เพื่อค้นหาแนวทางใหม่ในการเติบโต

  • ยกระดับความเชื่อมั่น จากนักลงทุน ลูกค้า และคู่ค้า ผ่านระบบบริหารความเสี่ยงที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

กรอบและโครงสร้างการบริหารความเสี่ยง

บริษัทได้กำหนดกรอบการบริหารความเสี่ยงองค์กรตาม The Committee of Sponsoring Organization of the Tradeway Commission (COSO) ซึ่งมีการใช้ทั่วทั้งองค์กรผ่านการดำเนินตาม นโยบายการบริหารจัดการความเสี่ยง ของบริษัทกับพนักงานทุกระดับ โดยได้บูรณาการปัจจัยความเสี่ยงด้านความยั่งยืน (ESG Risks) เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ (Emerging Risks) เข้าเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินความเสี่ยงหลักอย่างเป็นระบบ

คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงของบริษัท (RMC) ได้กำหนดนโยบายและกรอบการบริหารความเสี่ยงองค์กร โดยมีคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง (RMC) เป็นผู้รับผิดชอบในการควบคุมดูแลความเสี่ยงตามกรอบและนโยบายที่กำหนด ในขณะเดียวกันฝ่ายบริหารความเสี่ยงจะเป็นผู้สนับสนุนการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการความเสี่ยง ซึ่งหมายรวมถึงการรวบรวมข้อมูล การจัดฝึกอบรม และการส่งเสริมวัฒนธรรมการจัดการความเสี่ยงให้เกิดขึ้นทั่วทั้งองค์กรเพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านการบริหารความเสี่ยงอย่างยั่งยืน

บริษัทมีการกำหนดนโยบายบริหารจัดการความเสี่ยงที่ครอบคลุมทุกกิจกรรมทางธุรกิจทั้งปัจจัยภายในและภายนอกองค์กร ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยได้วางแผนบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่การวางแผนกลยุทธ์ การปฏิบัติงาน การตัดสินใจลงทุนเพื่อทำธุรกิจใหม่ๆ รวมถึงการควบคุมและติดตามเพื่อให้ความเสี่ยงอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ดังนั้นคณะกรรมการบริษัทจึงได้แต่งตั้ง คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง โดยมีหน้าที่และความรับผิดชอบดังนี้:

  • กำหนด และทบทวน นโยบาย กรอบการบริหารความเสี่ยงองค์กร ซึ่งครอบคลุมถึงความเสี่ยงประเภทต่างๆ ที่สำคัญ เช่น ความเสี่ยงด้านการเงิน ความเสี่ยงด้านการลงทุน ความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ ความเสี่ยงในการทุจริตและคอร์รัปชัน รวมไปถึงมิติความยั่งยืน (ESG) และกำหนดแนวทางการเฝ้าระวังความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ (Emerging Risks) ที่อาจส่งผลกระทบต่อองค์กรในระยะ 3 ถึง 5 ปีข้างหน้า โดยมีการประเมิน ติดตาม ทบทวนความเพียงพอของนโยบายและระบบบริหารความเสี่ยงรวมถึงความมีประสิทธิผลของระบบและการปฏิบัติตามนโยบายที่กำหนดเพื่อนำเสนอคณะกรรมการบริษัทอนุมัติ
  • กำกับดูแล และสนับสนุนให้มีการดำเนินงานด้านการบริหารความเสี่ยงองค์กร สอดคล้องกับกลยุทธ์และเป้าหมายทางธุรกิจ รวมถึงสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
  • กำกับดูแลการปฏิบัติตามนโยบายการบริหารความเสี่ยง และกรอบการบริหารความเสี่ยงเพื่อให้บริษัทมีระบบการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพทั่วทั้งองค์กรและมีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง โดยคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงสามารถพิจารณาแต่งตั้งบุคคล และ/หรือ คณะทำงานเพื่อดำเนินงานต่างๆ ตามที่ได้รับมอบหมายและคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงพิจารณาเห็นสมควร เพื่อให้บุคคล และ/หรือ คณะทำงานดังกล่าวดำเนินการติดตาม และรายงานให้คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงทราบถึงการปฏิบัติตามนโยบายบริหารความเสี่ยงของบริษัท
  • พิจารณารายงานความเสี่ยงจากคณะทำงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามความเสี่ยงที่สำคัญในระดับองค์กร รวมถึงให้ข้อคิดเห็นในความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น แนวทางการกำหนดมาตรการควบคุม หรือแผนการจัดการความเสี่ยงเพื่อให้มั่นใจว่าบริษัทมีการจัดการความเสี่ยงอย่างเพียงพอและเหมาะสม
  • สนับสนุนการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการบริหารความเสี่ยงองค์กร
  • รายงานคณะกรรมการบริษัทเกี่ยวกับความเสี่ยงและแผนการจัดการความเสี่ยงที่สำคัญต่อองค์กร รวมทั้งรายงานผลการประเมินความเสี่ยงและการกำกับดูแลการดำเนินงาน การปฏิบัติตามมาตรการควบคุม และ/หรือ การบริหารจัดการความเสี่ยงที่กำหนดต่อคณะกรรมการบริษัทเพื่อทราบเป็นระยะ ในกรณีที่มีปัจจัย หรือเหตุการณ์สำคัญซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มบริษัทอย่างมีนัยสำคัญต่อฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัท คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงจะต้องรายงานต่อคณะกรรมการบริษัทเพื่อพิจารณามาตรการควบคุม และ/หรือ บริหารจัดการความเสี่ยงโดยเร็วที่สุด
  • ประสานงานกับคณะกรรมการตรวจสอบเกี่ยวกับข้อมูลความเสี่ยงและการควบคุมภายในที่สำคัญ เพื่อให้คณะกรรมการตรวจสอบนำไปประกอบพิจารณาอนุมัติแผนการตรวจสอบภายใน เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นอย่างสมเหตุสมผลว่าบริษัทมีระบบการควบคุมภายในที่เหมาะสมต่อการจัดการความเสี่ยง รวมทั้งมีการนำระบบบริหารความเสี่ยงมาปรับใช้อย่างเหมาะสม และมีการปฏิบัติทั่วทั้งองค์กร
  • ส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมการบริหารความเสี่ยงภายในองค์กร
  • ประชุมคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  • ปฏิบัติหน้าที่อื่นใดตามที่คณะกรรมการบริษัทมอบหมาย

ในปี 2568 คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงได้ดำเนินงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับฝ่ายบริหารเพื่อประเมินและควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้โดยมีการจัดประชุมจำนวนทั้งสิ้น 4 ครั้ง

แผนผังคณะทำงานด้านความเสี่ยง

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงของบริษัทประกอบด้วยกรรมการและผู้บริหารระดับสูง จำนวน 4 คน ได้แก่:

  1. นายมานะ จันทนยิ่งยง

    กรรมการอิสระ และประธานคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง

  2. นางมลฤดี สุขพันธรัชต์

    กรรมการอิสระ และคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง

  3. ดร.พินิจสรณ์ ลือชัยขจรพันธ์

    กรรมการ กรรมการบริหารความเสี่ยง และกรรมการผู้จัดการ

  4. นายอานนท์ พรธิติ

    กรรมการบริหารความเสี่ยง และกรรมการกำกับดูแลกิจการและความยั่งยืน

กระบวนการทวนสอบและติดตามความเสี่ยงระดับปฏิบัติการ

บริษัทได้กำหนดให้ หน่วยงานนักลงทุนสัมพันธ์และความยั่งยืนขององค์กร จะเป็นผู้ทวนสอบระดับปฏิบัติการหลังจากได้ทำการประชุมกับตัวแทนหน่วยงานบริหารความเสี่ยง เพื่อคัดกรองระดับความเสี่ยงในแต่ละหัวข้อ และนำหัวข้อที่มีความเสี่ยงสูงและสูงมากเข้ารายงานคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงและคณะกรรมการบริษัทต่อไป เพื่อหารือและหาแนวทางในการแก้ไขร่วมกัน ทั้งนี้หน่วยงานนักลงทุนสัมพันธ์และความยั่งยืนขององค์กรจะมีการติดตามถึงความเสี่ยง กระบวนการในการบริหารความเสี่ยงของแต่ละแผนกเป็นรายไตรมาส เพื่อนำเสนอให้คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงและคณะกรรมการบริษัททราบเช่นกัน

การดำเนินการและแนวทางการรายงานความเสี่ยง

บริษัทได้กำหนดแนวทางการตอบสนองและการรายงานความเสี่ยงอย่างเป็นระบบเพื่อให้มั่นใจว่าความเสี่ยงในทุกมิติทั้งความเสี่ยงทางธุรกิจ ความเสี่ยงด้านความยั่งยืน (ESG Risks) และความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ (Emerging Risks) จะได้รับการจัดการและรายงานไปยังผู้มีอำนาจตัดสินใจอย่างเหมาะสม ดังนี้

การติดตามความเสี่ยง

Risk Monitoring and Review

ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่

แพลนบีมุ่งมั่นบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบด้าน โดยไม่จำกัดเพียงความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญในปัจจุบัน แต่ยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการเตรียมความพร้อมรับมือความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ (Emerging Risks) โดยกำหนดกรอบเวลาการประเมินความเสี่ยงระยะยาวในระยะ 3 ถึง 5 ปีข้างหน้า ซึ่งอาจนำมาทั้งผลกระทบและโอกาสทางธุรกิจในอนาคต บริษัทจึงดำเนินกระบวนการติดตาม วิเคราะห์ และพัฒนาแผนบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) และขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนภายใต้บริบทที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ ผลกระทบต่อธุรกิจ และการป้องกัน

ผลกระทบต่อธุรกิจ

การละเมิดหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการเกิดข้อร้องเรียนด้านการทุจริต ไม่เพียงส่งผลกระทบทางกฎหมายและบทลงโทษทางการเงิน แต่ยังทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุน คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียสัญญาสัมปทาน โอกาสทางธุรกิจ และกระทบต่อชื่อเสียงขององค์กรอย่างร้ายแรง

แนวทางการป้องกันและบริหารจัดการ

บริษัทมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลกิจการที่ดีและมีกระบวนการควบคุมภายในที่รัดกุม ซึ่งได้กำหนดมาตรการป้องกันดังนี้

  • การกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติ จัดทำนโยบายต่อต้านทุจริตและคอร์รัปชัน (Anti-Corruption Policy) ที่ครอบคลุมถึงคำนิยามและแนวทางปฏิบัติที่โปร่งใส พร้อมสื่อสารให้บุคลากรทั้งภายในและภายนอกองค์กรรับทราบอย่างทั่วถึง
  • การประเมินความเสี่ยงและควบคุมภายใน ดำเนินการตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงด้านคอร์รัปชันจากทุกกิจกรรมการดำเนินงาน พร้อมกำหนดมาตรการควบคุมและติดตามกระบวนการทำงานที่อาจเป็นช่องโหว่ เพื่อยืนยันความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ตลอดจนการตรวจสอบสถานะความโปร่งใสของคู่ค้าและตัวแทนธุรกิจก่อนการทำธุรกรรม
  • ช่องทางการแจ้งเบาะแส (Whistleblowing) เปิดช่องทางให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถแจ้งเบาะแส ข้อเสนอแนะ หรือข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตได้โดยตรงต่อคณะกรรมการตรวจสอบ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบอย่างเป็นอิสระและปกป้องผู้แจ้งเบาะแส
  • การสร้างวัฒนธรรมองค์กร ปัจจุบันบริษัทได้รับการรับรองเป็นสมาชิกแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน (CAC) และได้ยกระดับการจัดการโดยกำหนดเป้าหมายสำคัญในปี 2568 ซึ่งพนักงานร้อยละ 100 ต้องเข้ารับการอบรมและสอบผ่านเกณฑ์การทดสอบความรู้ด้านจริยธรรมในการทำงาน (Code of Conduct) อย่างเคร่งครัด เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกและจริยธรรมในการปฏิบัติงานทั่วทั้งองค์กร

การอบรมความรู้ความเข้าใจด้านจริยธรรมในการทำงาน (Code of Conduct) ในปี 2568

2025 Code of Conduct Knowledge and Understanding Training

ผลกระทบต่อธุรกิจ

บริษัทมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานโดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ส่งผลให้มีความจำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาจึงถือเป็นความเสี่ยงสำคัญ หากระบบคอมพิวเตอร์หรือเครือข่ายถูกโจมตีทางไซเบอร์ (Cyberattack) หรือถูกเจาะระบบ อาจทำให้ระบบการควบคุมจอโฆษณาดิจิทัลทั่วประเทศหยุดชะงัก (System Downtime) รวมไปถึงการดำเนินธุรกิจอื่นๆ ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลให้บริษัทสูญเสียรายได้จากการไม่สามารถแสดงโฆษณาได้ตามสัญญา แต่ยังสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและบั่นทอนความเชื่อมั่นของลูกค้ารวมถึงนักลงทุนอย่างรุนแรง

แนวทางการป้องกันและบริหารจัดการ

เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของระบบคอมพิวเตอร์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศไทย ในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทได้ดำเนินการตามมาตรการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบทั้งเชิงรุกและเชิงรับ ดังนี้

  • การกำกับดูแลและนโยบาย จัดทำนโยบายด้านความปลอดภัยไซเบอร์ของกลุ่มบริษัทให้มีความชัดเจน และจัดตั้งคณะทำงานเพื่อรับผิดชอบการพัฒนาในประเด็นดังกล่าวทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยอ้างอิงกรอบการทำงานด้านความมั่นคงปลอดภัยระดับสากล เช่น มาตรฐาน ISO 27001 หรือ NIST Cybersecurity Framework
  • การสร้างความตระหนักรู้ จัดอบรมให้ความรู้แก่พนักงานเกี่ยวกับรูปแบบของภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นและแนวทางการปฏิบัติเพื่อป้องกันและรับมือเหตุการณ์ด้วยตนเอง เพื่อจำกัดความเสียหายให้ส่งผลกระทบน้อยที่สุด
  • การทดสอบและแผนกู้คืนระบบ ดำเนินการทดสอบระบบและการฝึกซ้อมแผนกู้คืนระบบสารสนเทศ (Disaster Recovery Plan) ในกรณีที่เกิดภัยคุกคาม

ผลกระทบต่อธุรกิจ

จากแรงกดดันด้านนโยบายภาครัฐ ความต้องการของผู้ลงทุน และความคาดหวังของสังคมในระดับโลก การเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำกำลังเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) หรือการเตรียมจัดเก็บกลไกราคาคาร์บอน (Carbon Tax และ CBAM) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อรูปแบบการดำเนินธุรกิจในอีก 3 ถึง 5 ปีข้างหน้า สำหรับอุตสาหกรรมสื่อโฆษณากลางแจ้ง บริษัทอาจต้องเผชิญแรงกดดันโดยตรงจากแบรนด์ลูกค้าที่ต้องการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากกิจกรรมส่งเสริมการตลาด ตลอดจนอาจต้องเผชิญความเสี่ยงด้านต้นทุนทางการเงิน (Capital Expenditure) ที่เพิ่มสูงขึ้นจากการเร่งปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีสื่อและโครงสร้างพื้นฐานให้มีประสิทธิภาพด้านพลังงาน หากองค์กรขาดความพร้อมด้าน ESG และนวัตกรรมที่ยั่งยืน อาจนำไปสู่การสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

แนวทางการป้องกันและบริหารจัดการ

เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและเปลี่ยนความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ บริษัทได้เตรียมความพร้อมเชิงรุกเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นระบบ ดังนี้

  • การตั้งเป้าหมายและการบริหารจัดการคาร์บอน ดำเนินการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการเฝ้าระวังและบริหารจัดการต้นทุนด้านพลังงาน พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ชัดเจนเพื่อรองรับความเสี่ยงจากกฎหมายภาษีคาร์บอนในอนาคต
  • การพัฒนานวัตกรรมสื่อโฆษณาคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Media Solutions) นำเสนอทางเลือกสื่อโฆษณาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้แก่ลูกค้า เช่น การใช้วัสดุรีไซเคิลในการผลิตป้ายไวนิล (Upcycling) การติดตั้งหน้าจอ LED แบบประหยัดพลังงานระดับสูง เพื่อช่วยสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทาน (Scope 3 Emissions) ของทางแบรนด์ลูกค้า
  • การลงทุนในพลังงานสะอาดและคาร์บอนเครดิต ศึกษาและประยุกต์ใช้พลังงานหมุนเวียนกับโครงสร้างป้ายโฆษณาในพื้นที่ที่มีศักยภาพ ควบคู่ไปกับการขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ (T-VER) เพื่อสะสมคาร์บอนเครดิตสำหรับใช้ชดเชยการปล่อยคาร์บอนขององค์กรและสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ

ผลกระทบต่อธุรกิจ

แม้ว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) จะมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถทางการแข่งขัน แต่ในอนาคตอันใกล้ความเสี่ยงจากการใช้ AI ที่ผิดหลักจริยธรรมหรือให้ผลลัพธ์ที่เอนเอียง (Algorithmic Bias) อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของลูกค้า คู่ค้า และสาธารณชน นอกจากนี้การใช้ข้อมูลโดยขาดความโปร่งใสอาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล หรือขัดต่อกฎหมายใหม่ที่มีความเข้มงวดมากขึ้น เช่น กฎหมาย AI Act ของสหภาพยุโรป รวมถึงแนวปฏิบัติด้านจริยธรรม AI ระดับสากล หากบริษัทไม่มีแนวทางกำกับดูแลที่เหมาะสม อาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านชื่อเสียง ผลกระทบทางกฎหมาย และการสูญเสียความไว้วางใจในการดำเนินธุรกิจระยะยาว

แนวทางการป้องกันและบริหารจัดการ

เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบและยั่งยืน บริษัทมุ่งพัฒนากรอบการกำกับดูแล AI และการบริหารจัดการข้อมูล (AI and Data Governance Framework) อย่างรัดกุม โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้

  • การกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติที่ชัดเจน ร่างข้อกำหนดและจริยธรรมในการใช้ AI ให้สอดคล้องกับกฎหมาย ข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล และนโยบายภายในองค์กร เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่การใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible AI)
  • การควบคุมและรักษาความมั่นคงปลอดภัย วางระบบควบคุมการเข้าถึงข้อมูลอย่างเข้มงวด พร้อมยกระดับความมั่นคงปลอดภัยของระบบฐานข้อมูล เพื่อป้องกันการนำข้อมูลไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
  • การตรวจสอบความโปร่งใสและลดความเอนเอียง จัดให้มีกระบวนการตรวจสอบอัลกอริทึมและโมเดล AI (AI Auditing) อย่างสม่ำเสมอ เพื่อประเมินและลดความเอนเอียงของชุดข้อมูล ซึ่งช่วยให้มั่นใจได้ว่าผลลัพธ์ที่นำไปใช้ในการตัดสินใจทางธุรกิจ หรือการนำเสนอสื่อโฆษณา มีความเป็นธรรมและโปร่งใส
  • การเสริมสร้างความรู้และจริยธรรม จัดอบรมเพื่อยกระดับทักษะและความตระหนักรู้ให้แก่พนักงานในเรื่องการประยุกต์ใช้ AI อย่างถูกต้องและปลอดภัย
  • การประเมินผลกระทบเชิงจริยธรรม กำหนดให้มีกระบวนการพิจารณาและประเมินความเสี่ยงด้านจริยธรรมก่อนเริ่มนำโครงการ AI ขั้นสูงมาใช้งานจริง เพื่อป้องกันผลกระทบเชิงลบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม

ผลกระทบต่อธุรกิจ

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารมีความเร็วและกระจายตัวสูงผ่านโซเชียลมีเดีย ผู้บริโภคจำนวนมากมีแนวโน้มเชื่อข้อมูลที่สอดคล้องกับความเชื่อของตนเองมากกว่าข้อเท็จจริง (Confirmation bias) และยากต่อการแยกแยะระหว่าง “ข้อเท็จจริง” กับ “ข้อมูลบิดเบือน” หรือข่าวปลอม (Fake news) พฤติกรรมเช่นนี้สร้างความท้าทายต่อแบรนด์ในการสื่อสารคุณค่าองค์กร ความยั่งยืน หรือจริยธรรมในแบบที่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะเมื่อเกิดกระแสสังคมแบบไวรัลที่อาจนำไปสู่การ "Cancel" แบรนด์ แม้ในกรณีที่ข้อมูลไม่ครบถ้วน

สำหรับธุรกิจที่ทำสื่อโฆษณาและสร้างการรับรู้แบรนด์เช่น แพลนบี การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง เพราะอาจกระทบต่อความสามารถในการควบคุมเนื้อหาสื่อในสาธารณะ, ความไว้วางใจที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์ที่ใช้สื่อของบริษัท รวมไปถึงโอกาสที่แบรนด์จะตกเป็นเป้าโจมตีจากกระแสออนไลน์หรือถูกบิดเบือนเจตนา

นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อทิศทางการวางกลยุทธ์การสื่อสารในอนาคต ซึ่งอาจต้องปรับรูปแบบใหม่ให้เน้นความโปร่งใส ความจริงใจ และใช้ “ผู้มีอิทธิพล” หรือแหล่งข้อมูลที่ได้รับความเชื่อถือมากขึ้น เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของทั้งลูกค้าและแบรนด์

แนวทางการป้องกันและบริหารจัดการ

เพื่อรับมือกับความท้าทายในยุคหลังความจริง บริษัทได้กำหนดทิศทางการวางกลยุทธ์การสื่อสารและการบริหารจัดการความเสี่ยง ดังนี้

  • การปรับกลยุทธ์การสื่อสารที่เน้นความโปร่งใส มุ่งเน้นรูปแบบการสื่อสารที่มีความโปร่งใส จริงใจ และเลือกใช้ผู้มีอิทธิพลทางความคิด (Influencers) หรือแหล่งข้อมูลที่ได้รับความเชื่อถือในสังคม เพื่อรักษาและยกระดับความน่าเชื่อถือของทั้งพื้นที่สื่อและแบรนด์ลูกค้า
  • การคัดกรองเนื้อหาโฆษณาอย่างรัดกุม กำหนดมาตรฐานและกระบวนการตรวจสอบเนื้อหาโฆษณา (Content Screening Guidelines) ก่อนนำขึ้นเผยแพร่บนเครือข่ายหน้าจอของแพลนบีเพื่อป้องกันการเป็นเครื่องมือส่งต่อข้อมูลที่บิดเบือน สร้างความเข้าใจผิด หรือขัดต่อศีลธรรมอันดี
  • การเตรียมแผนเผชิญเหตุและกอบกู้ภาพลักษณ์ จัดเตรียมแนวทางการสื่อสารในภาวะวิกฤต เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและปกป้องภาพลักษณ์ของแบรนด์ลูกค้า รวมถึงรักษามาตรฐานความน่าเชื่อถือของพื้นที่สื่อของบริษัทอย่างเป็นมืออาชีพ

ผลกระทบต่อธุรกิจ

ในบริบทที่อุตสาหกรรมสื่อโฆษณาและการตลาดถูกขับเคลื่อนด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเข้มข้น บริษัทอาจเผชิญความท้าทายสำคัญจากการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทางด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งเป็นกำลังหลักในการรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Digital and AI Transformation) ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

หากบริษัทไม่สามารถสรรหาและพัฒนาบุคลากรได้ทันท่วงทีอาจส่งผลให้การพัฒนาโซลูชันใหม่ชะลอตัว กระทบต่อคุณภาพการให้บริการ และลดทอนขีดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านคุณภาพงาน ความน่าเชื่อถือของการวัดผล และประสิทธิภาพในการใช้ AI ประกอบการตัดสินใจด้านสื่อโฆษณา รวมไปถึงการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจจากการไม่สามารถตอบสนองความต้องการของแบรนด์และเอเจนซีที่หันมาใช้ Generative AI ในกระบวนการผลิตสื่อโฆษณาเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

แนวทางการป้องกันและบริหารจัดการ

เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงด้านบุคลากรและเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต บริษัทได้ริเริ่มโครงการยกระดับทักษะและการประยุกต์ใช้ AI อย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้

  • การยกระดับทักษะบุคลากรภายใน (Upskilling and Reskilling) ดำเนินโครงการเสริมสร้างศักยภาพด้าน AI ให้แก่พนักงานปัจจุบันอย่างจริงจัง เพื่อประยุกต์ใช้ในการพัฒนากระบวนการทำงานผ่านการจัดอบรมหลักสูตรเฉพาะทาง เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง และทักษะการสั่งการปัญญาประดิษฐ์ (Prompt Engineering)
  • การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงาน มุ่งเน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ในหลายมิติ ได้แก่ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Analytics) เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจที่แม่นยำ การพัฒนาระบบอัตโนมัติ (Automation) เพื่อลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน และการสร้างเครื่องมือเพื่อยกระดับคุณภาพบริการให้ตอบโจทย์ลูกค้า
  • การปรับโครงสร้างเพื่อรองรับนวัตกรรม วางแนวทางจัดตั้งทีมงานเฉพาะกิจด้านข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ (Data and AI Taskforce) เพื่อเป็นศูนย์กลางในการทดสอบ วิจัย และพัฒนาโซลูชันสื่อโฆษณารูปแบบใหม่ ที่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้อย่างยั่งยืน

แนวทางการป้องกันและบริหารจัดการ

เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงด้านบุคลากรและเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต บริษัทได้ริเริ่มโครงการยกระดับทักษะและการประยุกต์ใช้ AI อย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้

  • การยกระดับทักษะบุคลากรภายใน (Upskilling and Reskilling) ดำเนินโครงการเสริมสร้างศักยภาพด้าน AI ให้แก่พนักงานปัจจุบันอย่างจริงจัง เพื่อประยุกต์ใช้ในการพัฒนากระบวนการทำงานผ่านการจัดอบรมหลักสูตรเฉพาะทาง เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง และทักษะการสั่งการปัญญาประดิษฐ์ (Prompt Engineering)
  • การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงาน มุ่งเน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ในหลายมิติ ได้แก่ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Analytics) เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจที่แม่นยำ การพัฒนาระบบอัตโนมัติ (Automation) เพื่อลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน และการสร้างเครื่องมือเพื่อยกระดับคุณภาพบริการให้ตอบโจทย์ลูกค้า
  • การปรับโครงสร้างเพื่อรองรับนวัตกรรม วางแนวทางจัดตั้งทีมงานเฉพาะกิจด้านข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ (Data and AI Taskforce) เพื่อเป็นศูนย์กลางในการทดสอบ วิจัย และพัฒนาโซลูชันสื่อโฆษณารูปแบบใหม่ ที่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้อย่างยั่งยืน

แผนบริหารความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่

แพลนบีตระหนักว่าภูมิทัศน์ทางธุรกิจในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากหลายปัจจัย ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจในระยะกลางถึงระยะยาว ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ (Emerging Risks) เหล่านี้ เช่น แนวโน้มกฎระเบียบด้าน ESG ที่เข้มงวดขึ้น, ความเสี่ยงจากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลง, หรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคข้อมูลล้นเกิน แม้จะยังไม่ส่งผลกระทบอย่างชัดเจนในระยะสั้น แต่หากไม่มีการเตรียมความพร้อม อาจนำไปสู่การสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และผลกระทบต่อชื่อเสียงขององค์กรในอนาคต

เพื่อให้สามารถลดผลกระทบของความเสี่ยงดังกล่าวและสร้างความยืดหยุ่นให้กับธุรกิจ (Business Resilience) บริษัทจึงอยู่ระหว่างการพัฒนา แผนบริหารความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ โดยมีแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ดังนี้

  1. กำหนดกรอบการติดตามความเสี่ยงใหม่ (Emerging Risk Monitoring Framework)
  2. จัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยง (Prioritization & Materiality Assessment)
  3. จัดทำแผนการตอบสนองต่อความเสี่ยง (Risk Response Plan)
  4. สื่อสารและผสานเข้ากับแผนกลยุทธ์องค์กร (Strategic Integration)
  5. ติดตามและทบทวนอย่างสม่ำเสมอ (Review & Adaptation)

วัฒนธรรมด้านความเสี่ยงขององค์กร

วัฒนธรรมด้านความเสี่ยงขององค์กร เป็นองค์ประกอบสำคัญในการบริหารจัดการความเสี่ยงขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแพลนบีมุ่งเน้นที่จะส่งเสริมวัฒนธรรมด้านความเสี่ยงที่แข็งแกร่งทั่วทั้งองค์กร และความหวังให้พนักงานทุกคนมีความรับผิดชอบในการบริหารจัดการความเสี่ยงในกิจกรรมในแต่ละวัน ทั้งนี้ในปี 2568 แพลนบีมีการจัดอบรมและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการและการบริหารความเสี่ยงให้กับพนักงานทั้งองค์กร รวมไปถึงบริษัทย่อยอย่างทั่วถึง ตั้งแต่ระดับคณะกรรมการบริษัท ผู้บริหาร หัวหน้างาน ไปจนถึงปฏิบัติการ จำนวน 1,068 คน เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกและความตระหนักรู้จนสร้างความเข้าใจถึงบริบท และความสำคัญของการจัดการความเสี่ยงในองค์กร

ระดับผู้บริหาร

จำนวนคน

23

ระดับผู้จัดการ

จำนวนคน

126

ระดับหัวหน้างาน

จำนวนคน

253

ระดับปฏิบัติการ

จำนวนคน

666

ผลการดำเนินงานด้านการจัดการความเสี่ยง

บริษัทประเมินความเสี่ยงเป็นประจำทุกปีและใช้ผลดังกล่าวในการวางแผนกลยุทธ์ขององค์กร บริษัทได้จำแนกความเสี่ยงตามระดับความรุนแรงที่ส่งผลต่อธุรกิจออกเป็น 5 ระดับ และระบุประเภทความเสี่ยงออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ ความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ ความเสี่ยงเชิงปฏิบัติการ ความเสี่ยงทางการเงิน ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบหรือข้อบังคับ และความเสี่ยงด้านความยั่งยืน ซึ่งครอบคลุมทั้งปัจจัยภายในและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจภายนอกที่มีความผันผวน

ในปี 2568 บริษัทได้ดำเนินการประเมินความเสี่ยงอย่างครอบคลุมโดยความร่วมมือจากทุกสายงานภายในองค์กร ครอบคลุมการประเมินทั้งระดับความรุนแรง ตั้งแต่ระดับต่ำจนถึงระดับสูงมาก และโอกาสในการเกิดเหตุการณ์ตั้งแต่ระดับ "อาจเกิดขึ้นภายในปีหน้า" (มีโอกาสน้อย) ไปจนถึงระดับ "เกิดขึ้นแน่นอนภายใน 3 เดือน" (มีโอกาสสูงมาก) โดยสามารถระบุความเสี่ยงได้ทั้งหมด 61 ประเด็น

ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง

ผู้ถือหุ้น
ผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุน
พนักงาน
พนักงาน
ลูกค้า
ลูกค้า
คู่ค้า
คู่ค้า
ชุมชน
ชุมชน
ผู้ให้เช่า
ผู้ให้เช่า
หน่วยงานกำกับดูและและภาครัฐ
หน่วยงานกำกับดูและและภาครัฐ