การจัดการห่วงโซ่อุปทาน
การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
บริษัทมุ่งมั่นบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืนและมีความยืดหยุ่น โดยบูรณาการประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) เข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างอย่างรอบด้านภายใต้ นโยบายการบริหารห่วงโซ่อุปทาน บริษัทตระหนักดีว่าคู่ค้าคือพันธมิตรและผู้มีส่วนได้เสียที่สำคัญยิ่ง ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงเน้นย้ำถึงการพัฒนาและการเติบโตร่วมกัน โดยไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ตรวจสอบหรือประเมินความเสี่ยง แต่บริษัทมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำที่พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ด้านความยั่งยืน ยกระดับศักยภาพของคู่ค้า และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสื่อโฆษณาให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน
เพื่อให้การดำเนินธุรกิจร่วมกันเป็นไปอย่างมีจริยธรรม โปร่งใส เท่าเทียม และเป็นธรรม บริษัทจึงได้ประกาศใช้ นโยบายและจรรยาบรรณคู่ค้าทางธุรกิจ (Supplier Code of Conduct) เพื่อเป็นกรอบมาตรฐานและแนวปฏิบัติที่ชัดเจน ควบคู่ไปกับการวางกระบวนการประเมินคู่ค้าอย่างเป็นระบบ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การคัดกรองคู่ค้ารายใหม่ การระบุคู่ค้ารายสำคัญ ไปจนถึงการติดตามและตรวจสอบคู่ค้าที่มีความเสี่ยงด้าน ESG สูง
เป้าหมายด้านความยั่งยืน
| เป้าหมายด้านความยั่งยืน | ผลการดำเนินงานปี 2568 | |
|---|---|---|
| ระยะยาว (ปี 2569-2573) | ระยะสั้น (ปี 2569) | |
| คู่ค้าร้อยละ 100 ลงนามรับทราบจริยธรรมคู่ค้าที่ระบุประเด็นการดำเนินงานครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม | รักษาระดับ ร้อยละ 100 ของคู่ค้าที่ลงนามรับทราบจรรยาบรรณคู่ค้าที่ระบุประเด็นการดำเนินงานครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม | ร้อยละ 100 ของคู่ค้าทุกราย ได้รับทราบและยอมรับแนวทางปฏิบัติสำหรับคู่ค้าว่าด้วยเรื่องจรรยาบรรณคู่ค้าทางธุรกิจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว |
| ขยายขอบเขตการจัดอบรมและสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ เพื่อสนับสนุนให้คู่ค้าร่วมลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่คุณค่า | คู่ค้ารายสำคัญทุกรายต้องผ่านการประเมินด้าน ESG อย่างต่อเนื่อง | ร้อยละ 100 ของคู่ค้ารายสำคัญทุกราย ได้ผ่านการประเมินความเสี่ยงด้าน ESG และพบว่าไม่มีคู่ค้ารายสำคัญรายใดที่มีความเสี่ยงด้าน ESG ในระดับสูง |
| เพิ่มสัดส่วนมูลค่าการจัดซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (เช่น ไวนิลรีไซเคิล, จอ LED ประหยัดพลังงาน) ให้บรรลุเป้าหมายที่ร้อยละ 20 ของมูลค่าจัดซื้อทั้งหมด | จัดทำและประกาศใช้ "บัญชีรายการสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Procurement List)" สำหรับใช้เป็นเกณฑ์การคัดเลือกคู่ค้า | |
| ส่งเสริมให้คู่ค้ารายสำคัญกลุ่มนำร่องเข้าร่วมโครงการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร | ||
เป้าหมายและผลการดำเนินงาน
ความมุ่งมั่น ความท้าทาย และโอกาส
ความมุ่งมั่น
- บริษัทมุ่งมั่นที่จะสร้างห่วงโซ่อุปทานขององค์กรอย่างยั่งยืน และให้ความสำคัญต่อการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่คำนึงถึงประเด็นหลักด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) ทั้งนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญต่อความยืดหยุ่นในการจัดการห่วงโซ่อุปทานขององค์กร และร่วมมือกับคู่ค้าทางธุรกิจเพื่อบริหารจัดการผลกระทบและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) จากคู่ค้าที่อาจนำมาซึ่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ความสัมพันธ์ และความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสียต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท
ความท้าทาย
- ความผันผวนทางเศรษฐกิจและต้นทุนวัตถุดิบที่ไม่แน่นอน ส่งผลต่อความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน
โอกาส
- การสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับคู่ค้า เพื่อพัฒนาความยั่งยืนและสร้างคุณค่าระยะยาวร่วมกัน
แนวทางการบริหารจัดการ
ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้แพลนบีต้องให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นในระบบการจัดการห่วงโซ่อุปทาน และร่วมมือกับคู่ค้าทางธุรกิจเพื่อบริหารจัดการผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม ทั้งด้านบวกและด้านลบ โดยคำนึงถึงการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Scope 3 Emissions) และการปฏิบัติต่อคู่ค้าอย่างเป็นธรรมเพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิดสิทธิมนุษยชน ผลกระทบต่างๆ อาจรวมไปถึงการใช้ทรัพยากร ธรรมชาติอย่างสิ้นเปลือง การสร้างมลภาวะในชุมชน หรือการที่คู่ค้าปฏิบัติต่อแรงงานของตนเองอย่างไม่เป็นธรรม แพลนบีจึงยึดถือต่อการบังคับใช้แนวทางปฏิบัติสำหรับคู่ค้า (Supplier Code of Practice) อย่างเคร่งครัด และประเมินความเสี่ยงด้านความยั่งยืนของคู่ค้าผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล CROSS Procurement ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยเพิ่มการเข้าถึงข้อมูลในห่วงโซ่อุปทานและตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนดของคู่ค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้ง ยังจำเป็นต่อการระบุความเสี่ยงที่แฝงอยู่และบริหารจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจในเชิงรุก

แพลนบี กำหนดกลยุทธ์การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานและแนวทางปฏิบัติสำหรับคู่ค้า เพื่อใช้ในการกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทานอย่างเป็นระบบ แพลนบีได้บูรณาการปัจจัยสำคัญด้านความยั่งยืนเข้าไปสู่การจัดซื้อจัดจ้างอย่างสมบูรณ์ ซึ่งสอดคล้องกับ ISO 20400 แนวทางการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน ดังนี้
กลยุทธ์การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน
แพลนบี ได้ยกระดับกลยุทธ์จัดซื้อจัดหาให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ในการเป็นผู้นำในสื่อโฆษณานอกที่อยู่อาศัย โดยมีกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนด้วยกัน 5 ข้อ ดังนี้
การบูรณาการปัจจัยด้านความยั่งยืนเข้าไปสู่การจัดซื้อจัดจ้าง
บริษัทให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทาน โดยดำเนินการบูรณาการหลักธรรมาภิบาล สิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และจริยธรรมธุรกิจเข้ากับทุกกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ (End-to-End Process) เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบร่วมกับคู่ค้าทางธุรกิจ ดังนี้

1. การลงทะเบียนคู่ค้ารายใหม่
- แนวทางปฏิบัติสำหรับคู่ค้า บริษัทกำหนดแนวทางการปฏิบัติสำหรับคู่ค้าทางธุรกิจ (Supplier Code of Conduct) ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลด้านสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และแรงงาน เพื่อเป็นข้อกำหนดเบื้องต้นที่คู่ค้าทุกแห่งต้องยอมรับและลงนามปฏิบัติตามก่อนเริ่มต้นการทำธุรกรรม
- การประเมินความเสี่ยงด้านความยั่งยืน ก่อนการขึ้นทะเบียน คู่ค้าจะต้องผ่านการประเมินความเสี่ยงเบื้องต้นด้าน ESG โดยพิจารณาจากข้อมูลกิจการ ประเภทสินค้า/บริการ ความเสี่ยงของอุตสาหกรรม และภูมิศาสตร์ของสถานที่ปฏิบัติงาน
2. กำหนดคุณสมบัติของคู่ค้า
- การประเมินความยั่งยืนโดยละเอียด คู่ค้าที่ได้รับการคัดเลือกจะต้องผ่านการประเมินด้านความยั่งยืนเชิงลึก โดยใช้แบบสอบถามด้าน ESG และระบบประเมินตนเอง (self-assessment) ซึ่งครอบคลุมเรื่องแรงงาน ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล
- การรับรองจากหน่วยงานภายนอก บริษัทสนับสนุนให้คู่ค้าแสดงหลักฐานการรับรองจากมาตรฐานสากล เช่น ISO 14001, ISO 45001, SA8000 หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อยืนยันความมุ่งมั่นต่อความยั่งยืน
- การตรวจประเมินคู่ค้า ณ สถานประกอบการ ดำเนินการสุ่มตรวจและเยี่ยมชมสถานประกอบการของคู่ค้าเพื่อยืนยันการปฏิบัติงานตามข้อกำหนด รวมถึงให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงอย่างเป็นรูปธรรม
3. การเสนอราคาและประกวดราคา
- ESG เป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์ในการเสนอราคาและการประกวดราคา ปัจจัยด้านความยั่งยืน เช่น การจัดการของเสีย การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และมาตรฐานแรงงาน จะถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์การพิจารณาในการคัดเลือกผู้เสนอราคา นอกเหนือจากเกณฑ์ด้านราคาและคุณภาพ เพื่อส่งเสริมการแข่งขันที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
4. การประเมินผลการดำเนินงาน
- ทบทวนผลการดำเนินงานของคู่ค้าประจำปี บริษัทมีการประเมินผลการปฏิบัติงานของคู่ค้าอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยพิจารณาจากการส่งมอบตรงเวลา คุณภาพสินค้า/บริการ และความสอดคล้องกับข้อกำหนดด้าน ESG
- การทวนสอบผ่านเอกสาร คู่ค้าจะต้องจัดส่งรายงานหรือเอกสารแสดงผลการดำเนินงาน เช่น รายงานตรวจสอบสิ่งแวดล้อม รายงานความปลอดภัย และการฝึกอบรมแรงงาน ตามที่บริษัทร้องขอ เพื่อความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้
- การตรวจประเมินคู่ค้า ณ สถานประกอบการ กรณีที่พบข้อบ่งชี้ความเสี่ยง บริษัทจะดำเนินการตรวจประเมินเพิ่มเติม ณ สถานประกอบการเพื่อทบทวนความสอดคล้องและระบุแนวทางแก้ไขอย่างทันท่วงที
5. การร่วมมือกับคู่ค้าเพื่อการแก้ไขปรับปรุง
- กำหนดให้มีการดำเนินการแก้ไขเมื่อพบเหตุการณ์ที่ไม่สอดคล้อง หากตรวจพบการฝ่าฝืนแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืน บริษัทจะส่งหนังสือแจ้งเตือนพร้อมข้อเสนอแนะในการปรับปรุง และติดตามผลการแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยหากยังไม่ปรับปรุง อาจมีการระงับความร่วมมือเป็นการชั่วคราวหรือถาวร
6. การพัฒนาศักยภาพของคู่ค้า
- การบริหารจัดการคู่ค้าทางอ้อม (Non-tier 1) บริษัทตระหนักถึงความสำคัญของคู่ค้าระดับรอง และเริ่มดำเนินการเก็บข้อมูลและบริหารจัดการความเสี่ยงของคู่ค้ากลุ่มนี้ เพื่อสร้างความยั่งยืนในระดับห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด
- การบริหารจัดการความเสี่ยงด้านต่อเนื่องทางธุรกิจ บริษัทวิเคราะห์และติดตามความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อความต่อเนื่องของการจัดซื้อ เช่น ภัยพิบัติ วิกฤตด้านโลจิสติกส์ หรือเหตุการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อเตรียมแผนรองรับสภาวะฉุกเฉินร่วมกัน
- การบริหารจัดการผลกระทบด้านความยั่งยืน บริษัทส่งเสริมให้คู่ค้าพัฒนาศักยภาพด้าน ESG ผ่านการพัฒนาแผนปรับปรุงที่สอดคล้องกับเป้าหมายความยั่งยืนขององค์กร อันจะนำไปสู่การเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งและเติบโตเคียงคู่กันไปในระยะยาว
นโยบายการจัดหาและคัดเลือกคู่ค้า
บริษัทมีนโยบายการจัดหาและคัดเลือกคู่ค้าที่เสมอภาคและเป็นธรรม รวมไปถึงคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของบริษัท ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตลอดจนการสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกภาคส่วน ภายใต้ นโยบายการจัดซื้อ ผ่านกระบวนการดำเนินการจัดหาและคัดเลือกคู่ค้าที่เป็นเลิศ โปร่งใส และเป็นธรรม ภายใต้กรอบการบริหารจัดการการจัดซื้อจัดจ้างที่มีหลักการและแนวปฏิบัติตามมาตรฐานสากล

โดยมีกระบวนการจัดหาและคัดเลือกคู่ค้าที่มีการคำนึงถึงชื่อเสียง ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ สถานภาพทางการเงิน ความถูกต้องตามกฎหมาย ตลอดจนการยึดหลักการปฏิบัติที่เสมอภาค เน้นความโปร่งใส และความตรงไปตรงมาในการดำเนินธุรกิจ อีกทั้ง บริษัทให้ความสำคัญกับการปฏิบัติต่อคู่ค้าให้เป็นไปตามข้อตกลงตามสัญญาและยึดหลักจรรยาบรรณของบริษัทอย่างเคร่งครัด โดยมีแนวปฏิบัติดังนี้
ทั้งนี้ ผู้บริหารและบุคลากรทั้งหมดของบริษัททุกคนมีหน้าที่สนับสนุน ผลักดัน และปฏิบัติภายใต้นโยบายและกรอบการบริหารจัดการการจัดซื้อจัดจ้างอย่างเคร่งครัด และต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเท่าเทียม และความเป็นธรรม โดยไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้หนึ่งผู้ใด อันเนื่องมาจากความแตกต่างทางกาย จิตใจ เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา เพศ อายุ การศึกษา หรือเรื่องอื่นใดทั้งสิ้น เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมความหลากหลาย ความเสมอภาค และการยอมรับความแตกต่าง
หลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกคู่ค้า
การพิจารณาคัดเลือกคู่ค้าที่ดีเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการดำเนินธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ดังนั้น บริษัทจึงให้ความสำคัญในการพิจารณาคัดเลือกคู่ค้าที่เหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการการคัดเลือกคู่ค้าเป็นไปอย่างเหมาะสม และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยบริษัทมีการกำหนดหลักเกณฑ์ โดยพิจารณาจากคุณสมบัติในการใช้คัดเลือกและจัดกลุ่มคู่ค้า ทั้งนี้ บริษัทได้ประเมินความเสี่ยง ซึ่งครอบคลุมประเด็นทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากคู่ค้าของบริษัท และมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาคัดเลือกคู่ค้าดังนี้

-
สถานภาพของคู่ค้า
คู่ค้า หมายถึง ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ผู้จำหน่าย ผู้แทนจำหน่าย ผู้ให้บริการ หรือผู้รับจ้างซึ่งต้อง มีสถานประกอบการที่สามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจนและโปร่งใส
-
ความพร้อมของทรัพยากรและศักยภาพในการดำเนินงาน
มีบุคลากร เครื่องจักร อุปกรณ์ สินค้า การบริการ คลังสินค้า ตลอดจนมีสถานภาพทางการเงินที่มั่นคง และประวัติ การดำเนินกิจการที่น่าเชื่อถือเพื่อรองรับความต่อเนื่องทางธุรกิจในระยะยาว
-
ผลงานและความน่าเชื่อถือ
เป็นผู้ที่มีผลงานน่าพอใจ ทั้งด้านคุณภาพสินค้า การบริการ การส่งมอบตามกำหนดเวลาการ ให้บริการหลังการขาย การรับประกัน หรือเงื่อนไขอื่นๆ ในการทำธุรกรรมตามที่ตกลงร่วมกันอย่างเคร่งครัด
-
การปฏิบัติตามกฎหมายและจริยธรรมธุรกิจ
เป็นคู่ค้า/คู่ธุรกิจ ที่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ ข้อบังคับ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัดและดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ รวมถึงไม่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกับธุรกิจของบริษัทฯ และไม่มีประวัติต้องห้ามทำการค้าอันเนื่องจากการกระทำทุจริต หรือประวัติการละทิ้งงาน หรืออยู่ในบัญชีรายชื่อบริษัท ต้องห้ามของทางราชการและเอกชนตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี
-
ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
เป็นคู่ค้าที่แสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและ/หรือสิ่งแวดล้อม โดยพิจารณาครอบคลุมเรื่อง สิทธิมนุษยชน การดูแลพนักงานและแรงงาน จรรยาบรรณธุรกิจ และการปฎิบัติตามกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงความมุ่งมั่นในการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน
บริษัทจะดำเนินการทบทวนและปรับปรุงหลักเกณฑ์การคัดเลือกคู่ค้าอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงบริบทหรือกฎหมาย เพื่อให้สอดคล้องกับความเสี่ยงใหม่และมาตรฐานสากล และถือเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์การจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืนของบริษัท ซึ่งสนับสนุนการดำเนินงานที่โปร่งใส เป็นธรรม และมีความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม
หลักเกณฑ์ในการระบุคู่ค้ารายใหม่และคู่ค้ารายปัจจุบัน
การพิจารณาคัดเลือกคู่ค้ารายใหม่และคู่ค้ารายปัจจุบันจำเป็นต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทกำหนดไว้ โดยมุ่งเน้นไปที่การพิจารณาจากคุณสมบัติในการใช้คัดเลือกและจัดกลุ่มคู่ค้า รวมถึงเป็นไปตามนโยบายด้านการจัดซื้อจัดจ้างและการปฏิบัติต่อคู่ค้าและนโยบายการบริหารห่วงโซ่อุปทานอย่างบูรณาการ อีกทั้ง คู่ค้าต้องมีเจตจำนงและการแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมผ่านการประเมินเบื้องต้นด้าน ESG โดยพิจารณาครอบคลุมเรื่องสิทธิมนุษยชน การดูแลพนักงานและแรงงาน จรรยาบรรณธุรกิจ และการปฏิบัติตามกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงคู่ค้าทุกรายต้องยอมรับและปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติสำหรับคู่ค้าว่าด้วยเรื่อง แนวทางจรรยาบรรณคู่ค้าทางธุรกิจ (Supplier Code of Conduct) ของบริษัท เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันและเป็นการยอมรับแนวทางร่วมกันในการพัฒนาอย่างยั่งยืน

หลักเกณฑ์ในการจัดกลุ่มคู่ค้า และแนวทางการประเมินคู่ค้าสำคัญที่ไม่ได้ทำธุรกิจกับบริษัทโดยตรง (Critical Non-Tier 1 Supplier)
บริษัทใช้ระบบการจัดซื้อแบบรวมศูนย์ (Centralized Procurement) เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการจัดการต้นทุน ควบคุมคุณภาพ และเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการจัดหา โดยได้กำหนดหลักเกณฑ์อย่างชัดเจนในการ จัดกลุ่มคู่ค้า (Supplier Segmentation) ที่ทำธุรกิจกับบริษัทโดยตรง (Tier 1) ออกเป็น 3 กลุ่มตามระดับความเสี่ยง มูลค่าการสั่งซื้อ และความสำคัญเชิงกลยุทธ์ ได้แก่ คู่ค้าหลัก (Critical Supplier), คู่ค้ารอง (Non-Critical Supplier), และคู่ค้าทั่วไป (General Supplier) พร้อมกำหนดวิธีการประเมินและบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมในแต่ละกลุ่ม
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การบริหารจัดซื้อมีความครอบคลุมและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างโปร่งใส บริษัทได้ขยายขอบเขตการบริหารจัดการไปถึง คู่ค้าสำคัญที่ไม่ได้ทำธุรกิจกับบริษัทโดยตรง (Critical Non-Tier 1 Supplier) หรือกลุ่มคู่ค้าที่อยู่ในระดับถัดไปในห่วงโซ่อุปทาน เช่น ผู้ผลิตวัตถุดิบหลัก หรือผู้รับเหมาช่วงที่มีผลต่อการส่งมอบของคู่ค้าหลัก ซึ่งแม้จะไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับบริษัทโดยตรง แต่มีความสำคัญต่อความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ (Business Continuity) และ อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานหากเกิดปัญหา

เพื่อให้การบริหารจัดซื้อเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุม บริษัทจึงได้กำหนด หลักเกณฑ์ในการจัดกลุ่ม คู่ค้าอย่างเป็นระบบ โดยพิจารณาจากระดับความเสี่ยง มูลค่าสัญญา ความสำคัญเชิงกลยุทธ์ และความสามารถในการทดแทน พร้อมกำหนดแนวทางการประเมินผลที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่ม ดังนี้
-
กลุ่มคู่ค้าหลัก (Critical Supplier)
คือ คู่ค้าที่มีมูลค่าสัญญาสูง คู่ค้าที่มียอดการใช้จ่ายสูง สินค้าทดแทนยาก และมีความสำคัญต่อการสร้างรายได้ และมีความเสี่ยงสูงมากหรือความเสี่ยงสูง โดยบริษัทฯ กำหนดให้คู่ค้ากลุ่มนี้มีการประเมินผลการทำงานทุกปี ผ่านแบบประเมินคู่ค้า (Vendor Evaluation Form) และเยี่ยมชมพื้นที่การปฏิบัติงาน (On Site Audit) ตลอดจนการประเมินผลการปฏิบัติงานด้านความยั่งยืน จำแนกเป็นสินค้าประเภทจอ LED
-
กลุ่มคู่ค้ารอง (Non-Critical Supplier)
คือ คู่ค้าที่ไม่อยู่ในกลุ่มคู่ค้าหลัก ที่มียอดการงานใช้ปานกลางหรือมูลค่าสัญญาต่ำและมีความเสี่ยงอยู่ในระดับกลางหรือความเสี่ยงต่ำ ซึ่งบริษัทฯ กำหนดให้มีการประเมินผลการทำงานเป็นประจำทุกปี ผ่านแบบประเมินคู่ค้า (Vendor Evaluation Form) และการทำแบบประเมินตนเองของคู่ค้า (Vendor Self-Assessment) จำแนกเป็น งานรับเหมาก่อสร้าง อุปกรณ์อะไหล่ งานบริการและอุปกรณ์ IT วัสดุสิ้นเปลือง
-
กลุ่มคู่ค้าทั่วไป (General Supplier)
คือ คู่ค้าที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มคู่ค้าหลักหรือคู่ค้ารอง ซึ่งมีมูลค่าการซื้อขายค่อนข้างน้อย ไม่มีความเสี่ยงทางธุรกิจที่ส่งผลต่อการดำเนินงานของบริษัท และไม่มีความซับซ้อนในการบริหารจัดการ โดยคู่ค้ากลุ่มนี้มักมีทางเลือกในการจัดซื้อจากหลายแหล่ง และสามารถทดแทนกันได้ง่าย บริษัทฯ จะดำเนินการประเมินตามความเหมาะสมของแต่ละกรณี โดยไม่จำเป็นต้องประเมินทุกปี เนื่องจากผลกระทบต่อธุรกิจมีน้อย
-
กลุ่มคู่ค้าสำคัญที่ไม่ได้ทำธุรกิจกับบริษัทโดยตรง (Critical Non-Tier 1)
คือ คู่ค้าที่ไม่จัดจำหน่ายสินค้า/บริการให้บริษัทโดยตรง แต่มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของคู่ค้าหลัก เช่น ผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญ หรือซัพพลายเออร์ของคู่ค้า Critical
บริษัทกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อใช้ในการพิจารณาและจำแนกคู่ค้ากลุ่มนี้ ดังนี้
-
คู่ค้าที่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับคู่ค้าหลัก (Critical Tier 1 Supplier)
และมีบทบาทสำคัญในกระบวนการผลิตหรือการให้บริการที่ส่งผลต่อการดำเนินงานของบริษัท เช่น ผู้ผลิตแผงจอ LED, ซัพพลายเออร์ของวัตถุดิบสำคัญ, หรือผู้ให้บริการติดตั้งที่รับเหมาช่วงจากคู่ค้าหลัก
-
คู่ค้าที่ไม่สามารถทดแทนได้ง่ายในระยะสั้น
หรือมีจำนวนผู้ผลิตในตลาดจำกัด
-
คู่ค้าที่เคยเกิดเหตุขัดข้องซึ่งส่งผลกระทบต่อคู่ค้าหลักและต่อการส่งมอบของบริษัท
เช่น กรณีการส่งมอบล่าช้า ซัพพลายขาด หรือคุณภาพไม่ได้ตามมาตรฐาน
-
คู่ค้าที่ตั้งอยู่ในประเทศหรือพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง
เช่น ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ภัยธรรมชาติ หรือความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบที่อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน
แนวทางการบริหารจัดการและประเมินความเสี่ยงของคู่ค้ากลุ่ม Critical Non-Tier 1
เพื่อให้สามารถจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงและดำเนินงานร่วมกับคู่ค้าได้อย่างเหมาะสม บริษัทมีแนวทางในการติดตามและบริหารความสัมพันธ์กับคู่ค้ากลุ่มนี้ ดังนี้

-
ประสานกับคู่ค้าหลัก (Tier 1) เพื่อขอข้อมูลห่วงโซ่อุปทานรองรับ
เพื่อจัดทำแผนผังห่วงโซ่อุปทาน เช่น รายชื่อผู้รับเหมาช่วงหลักหรือผู้ผลิตวัตถุดิบหลักที่ใช้บ่อย
-
ประเมินความเสี่ยงเบื้องต้นผ่านการประเมินทางอ้อม (Indirect Assessment)
โดยใช้แบบสอบถามด้านคุณภาพ การจัดการสิ่งแวดล้อม การปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน หรือแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืน ร่วมกับคู่ค้าหลักที่เกี่ยวข้อง
-
ติดตามและตรวจสอบความเสี่ยงร่วมกับคู่ค้าหลักเป็นระยะ
โดยเฉพาะเมื่อมีสัญญาณเตือนความเสี่ยง เช่น การส่งมอบล่าช้า ปัญหาด้านคุณภาพ หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่อุปทาน
-
บูรณาการแนวทางการตรวจสอบร่วมกับ On-site Audit หรือ Supplier Meeting ของคู่ค้าหลัก
โดยเพิ่มหัวข้อความเสี่ยงจากผู้รับเหมาช่วงหรือซัพพลายเออร์รองเข้าไปในแบบฟอร์มการประเมิน
การกำหนดและบริหารจัดการคู่ค้ากลุ่ม Critical Non-Tier 1 อย่างเป็นระบบ จะช่วยให้บริษัทสามารถ ประเมินความเสี่ยงได้อย่างครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน (End-to-End Supply Chain Risk Management) และวางแผนการรับมืออย่างเหมาะสม เพื่อสนับสนุนความต่อเนื่องทางธุรกิจ ลดโอกาสเกิดเหตุไม่คาดคิด และส่งเสริมความยั่งยืนในระยะยาวของบริษัทและคู่ค้าในทุกระดับ
การรับทราบและลงนามยอมรับหลักปฏิบัติจรรยาบรรณสำหรับคู่ค้า
บริษัทกำหนดให้คู่ค้ารายใหม่ทุกรายต้องรับทราบ ยอมรับ และลงนามปฏิบัติตามแนวทางจรรยาบรรณคู่ค้าทางธุรกิจ (Supplier Code of Conduct) ของบริษัทอย่างเคร่งครัดก่อนเริ่มต้นกระบวนการทำธุรกรรมหรือการจัดซื้อจัดจ้าง (Pre-qualification Process) เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน ยืนยันความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส และเป็นการวางรากฐานเพื่อการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน
จากความมุ่งมั่นดังกล่าว ในปี 2568 ที่ผ่านมาคู่ค้ารายใหม่และคู่ค้ารายปัจจุบันร้อยละ 100 ได้รับทราบและลงนามยอมรับแนวทางปฏิบัติว่าด้วยจรรยาบรรณคู่ค้าทางธุรกิจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จในการผลักดันมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) ให้เกิดขึ้นจริงตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ปัจจัยความเสี่ยงของคู่ค้า
ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์
-
ความเสี่ยงจากลูกค้าของบริษัทไม่ต่อสัญญาใช้บริการกับบริษัท
ลูกค้าของบริษัทที่ทำสัญญากับบริษัทเป็นระยะเวลา 1 ปี หรือมากกว่า หากลูกค้าเหล่านี้ไม่ต่อสัญญาเมื่อสัญญาการให้บริการหมดอายุ อาจทำให้บริษัทสูญเสียรายได้และทำให้กำไรของบริษัทลดลง บริษัทตระหนักถึงความเสี่ยงในเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างดี จึงมุ่งเน้นในการให้บริการที่ดีเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าเพื่อให้ลูกค้าต่อสัญญากับบริษัทเมื่อสัญญาการให้บริการหมดอายุ นอกจากนั้น บริษัทได้ทำการหาลูกค้าเพิ่มเติมตลอดเวลาเพื่อทดแทนลูกค้ารายเดิมในกรณีที่ลูกค้ารายนั้นๆ ตัดสินใจไม่ต่อสัญญาบริการกับบริษัท
-
ความเสี่ยงจากการไม่สามารถต่อสัญญาหรือถูกยกเลิกสัญญาเช่าที่ดิน หรือสัญญาสัมปทานต่างๆ
สื่อโฆษณาของบริษัทส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนที่ดินของบุคคลอื่น หรือใช้สินทรัพย์ของผู้อื่นตามสัญญาสัมปทาน ซึ่งหากสัญญาดังกล่าวหมดอายุและบริษัทไม่สามารถเจรจาเพื่อต่อสัญญาได้ หรือในกรณีบริษัทถูกยกเลิกสัญญา อาจส่งผลกระทบทำให้บริษัทไม่สามารถให้บริการของบริษัทแก่ลูกค้าได้ ซึ่งจะมีผลทำให้รายได้และกำไรของบริษัทลดลงเพื่อป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว บริษัทจึงจัดทำสัญญาส่วนใหญ่เป็นสัญญาระยะยาว เพื่อให้ความสามารถในการให้บริการของบริษัทเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
-
ความเสี่ยงในการจัดหาคู่ค้า
บริษัทประเมินความเสี่ยงของคู่ค้าโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล กิจการของ คู่ค้าจากการวิเคราะห์ความสำคัญของคู่ค้า ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่
1) การวิเคราะห์การใช้จ่ายครอบคลุมการจัดซื้อและจัดหาทุกประเภท การใช้จ่ายของคู่ค้าทุกรายที่มียอดการใช้จ่ายสูง
2) การประเมินความเสี่ยงของการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการของคู่ค้ามุ่งเน้นการระบุความเสี่ยงต่อความยั่งยืนขององค์กรในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เช่น การใช้แรงงานเด็ก เป็นต้น
3) การวิเคราะห์ความสำคัญของคู่ค้า ซึ่งมีหลักเกณฑ์ในการวิเคราะห์ดังนี้
- บริษัทมียอดค่าใช้บริการผ่านคู่ค้าสูง
- ส่วนประกอบหรือบริการที่สำคัญต่อการให้บริการของบริษัท
- สินค้าทดแทนยาก ไม่สามารถหาผู้ให้บริการเจ้าอื่นทดแทนได้
4) การจัดทำมาตรการเพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากคู่ค้า พิจารณาจากผลการประเมินความเสี่ยงและการวิเคราะห์ความสำคัญของคู่ค้า เพื่อช่วยให้บริษัทมีความพร้อมในการรับมือกับคู่ค้าที่มีความเสี่ยงและความสำคัญสูง โดยมีมาตรการ ดังนี้
- คู่ค้าหลัก (Critical Supplier) คู่ค้าที่มียอดการใช้จ่ายสูงและมีความเสี่ยงในระดับสูงมากหรือสินค้าทดแทนยาก โดยจะต้องได้รับการตรวจสอบเป็นประจำทุกปี รวมไปถึงมีการเยี่ยมชมพื้นที่ ทั้งนี้ คู่ค้าดังกล่าวต้องกำหนดแผนและแนวทางการแก้ไขเพื่อลดความเสี่ยงและความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นเพื่อให้มั่นใจว่าสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ไม่เกิดผลกระทบต่อธุรกิจ ชุมชน และ สิ่งแวดล้อม
- คู่ค้ารอง (Non-Critical Supplier) คู่ค้าที่มียอดการใช้และความเสี่ยงอยู่ในระดับปานกลางถึงต่ำ ทั้งนี้ จะต้องผ่านการประเมินคู่ค้าหรือการตรวจสอบการปฏิบัติงานตามแนวทางการปฏิบัติอย่างยั่งยืนของคู่ค้าและผ่านการประเมินจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ หน่วยงานผู้ใช้งานหรือเกี่ยวข้อง เป็นต้น
ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน
-
ความเสี่ยงจากเสถียรภาพของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
บริษัทได้นำระบบเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการบริการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ดังนั้น หากระบบดังกล่าวมีความผิดพลาดอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ข้อมูลสูญหาย หรือถูกโจมตีทางไซเบอร์ อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัท ทั้งนี้ บริษัทได้จัดให้มีระบบสำรองข้อมูลที่เพียงพอและมีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันความเสียหายของข้อมูล
-
ความเสี่ยงจากการส่งมอบสินค้าจากคู่ค้าไม่ทันตามกำหนดเวลา
สัญญาให้บริการของบริษัทโดยทั่วไปจะระบุเวลาที่ต้องส่งมอบสินค้า หากบริษัทส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าไม่ทันตามกำหนดเวลา บริษัทอาจต้องจ่ายค่าปรับเพื่อชดเชยความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้และกำไรของบริษัทและอาจส่งผลเสียต่อชื่อเสียงและความไว้วางใจจากลูกค้าทำให้เสียโอกาสทางธุรกิจในอนาคต
ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ
-
ความเสี่ยงจากการดำเนินธุรกิจภายใต้สัญญาสัมปทานกับหน่วยงานภาครัฐของคู่สัญญา
บริษัทต้องทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐและเอกชนเป็นจำนวนมาก เช่น สัญญาเช่าที่ดินในส่วนที่ติดตั้งสื่อ เป็นต้น ดังนั้น อาจมีความเห็นที่แตกต่างกันในเงื่อนไข หรือข้อกำหนดในการปฏิบัติตามภายในสัญญา และบริษัทไม่สามารถรับรองได้ว่าภาครัฐจะเปลี่ยนแปลงนโยบายการให้สัมปทานหรือขยายขอบเขตการให้สัมปทานเนื่องจากเป็นการพิจารณาและดุลยพินิจของหน่วยงานของรัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว
-
บริษัทอาจได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติข้อบังคับที่อาจทำให้มีค่าใช้จ่ายสูง
การประกอบธุรกิจของบริษัทอยู่ภายใต้กฎหมายและกฎระเบียบของประเทศไทย ซึ่งมีการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม รวมถึงความปลอดภัยและอนามัยในการทำงานของพนักงาน ด้วยเหตุนี้กลุ่มบริษัทจึงต้องปฏิบัติตามมาตรฐาน รวมถึงการจัดหาพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านดังกล่าวเพื่อทำหน้าที่กับดูแลการปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบ การบำรุงรักษาอุปกรณ์ และการกำกับดูแลการปฏิบัติงานอื่นๆ และหากกฎหมายและกฎระเบียบดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลง การประกอบธุรกิจของกลุ่มบริษัท และการบริหารจัดการทรัพย์สินของกลุ่มบริษัทจะต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เป็นไปตามข้อกำหนดทางกฎหมายด้วย จึงอาจมีค่าใช้จ่ายที่เกิดจากปัจจัยดังกล่าวเพิ่มขึ้นในอนาคต
-
ความเสี่ยงจากนโยบายของรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ธุรกิจสื่อโฆษณาเป็นธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางอ้อม ทั้งนี้นโยบายของรัฐบาลที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัท ได้แก่ นโยบายทางด้านการเก็บภาษี เช่น อัตราภาษีอากรของป้ายโฆษณา เป็นต้น
ความเสี่ยงด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม
-
ความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ปัจจุบันทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิของโลกที่ร้อนขึ้น อาจ ก่อให้เกิดภัยธรรมชาติต่างๆ เช่น สภาพอากาศแปรปรวนรุนแรง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจหลักของบริษัท เช่น โครงสร้างป้ายโฆษณา หรือการจัดส่งสินค้าของคู่ค้าซึ่งอาจจะส่งผลกระทบทำให้ไม่สามารถส่งสินค้าได้ทันตามที่กำหนด เป็นต้น
-
ความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติต่อแรงงาน
ความเสี่ยงที่คู่ค้าอาจละเมิดกฎหมายแรงงานหรือสิทธิมนุษยชน ซึ่งอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของนักลงทุน บริษัทจึงต้องเฝ้าระวังผ่านการประเมินและบังคับใช้จรรยาบรรณคู่ค้าอย่างเคร่งครัด
การประเมินความเสี่ยงคู่ค้าที่ครอบคลุมประเด็นที่สำคัญ 3 ประเด็น ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
| การประเมินความเสี่ยงคู่ค้า | ||
|---|---|---|
| มิติเศรษฐกิจ | มิติสังคม | มิติสิ่งแวดล้อม |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
||
กระบวนการบริหารความเสี่ยง
บริษัทมุ่งเน้นการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสมอย่างเป็นระบบตามกรอบมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำเนินธุรกิจภายใต้สภาวะความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บริษัทสามารถบรรลุผลตามวัตถุประสงค์ และเป้าหมายที่กำหนดไว้ ขณะเดียวกันช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและการเติบโตของธุรกิจและ/หรือสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจให้กับองค์กร ตลอดจนปกป้องผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ซึ่งกระบวนการบริหารความเสี่ยงในระดับกลุ่มธุรกิจหรือสายธุรกิจ ประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้
-
การระบุความเสี่ยง
การรวบรวมและระบุปัจจัยหรือเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานขององค์กร ซึ่งอาจมาจากทั้งปัจจัยภายใน เช่น การบริหารจัดการภายใน บุคลากร ระบบงาน หรือจากปัจจัยภายนอก เช่น เศรษฐกิจ การเมือง กฎหมาย และสภาพแวดล้อม โดยความเสี่ยงที่ระบุจะต้องครอบคลุมทั้งเชิงกลยุทธ์ การดำเนินงาน การเงิน และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ รวมถึงการประเมินความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ (Emerging Risks) และความเสี่ยงด้านความยั่งยืน (ESG Risks) เพื่อให้สามารถจัดการได้อย่างครอบคลุมและรัดกุม
-
การวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยง
การวิเคราะห์ถึงสาเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสี่ยง รวมถึงการประเมินโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์นั้น และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากความเสี่ยงนั้นเกิดขึ้นจริง โดยใช้วิธีการประเมินเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ เพื่อจำแนกความเสี่ยงตามระดับความรุนแรง และจัดลำดับความสำคัญ โดยเปรียบเทียบกับระดับความเสี่ยงที่องค์กรยอมรับได้เพื่อให้สามารถเลือกแนวทางการบริหารจัดการที่เหมาะสมกับความเสี่ยงแต่ละประเภท
-
การวางแผนและกำหนดแนวทางบริหารความเสี่ยง
การพัฒนาและเลือกใช้กลยุทธ์หรือมาตรการในการจัดการความเสี่ยงที่ได้รับการประเมินไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง, การลดความเสี่ยง, การถ่ายโอนความเสี่ยง และการยอมรับความเสี่ยง ในกรณีที่ความเสี่ยงอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้ ทั้งนี้ การวางแผนและการเลือกใช้มาตรการในการจัดการความเสี่ยงจะพิจารณาจากทรัพยากรที่มี ความคุ้มค่า และผลกระทบต่อเป้าหมายขององค์กร
-
การปฏิบัติตามแนวทางบริหารความเสี่ยง
การนำแผนการบริหารความเสี่ยงไปปฏิบัติจริงโดยผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายตามบทบาทหน้าที่ พร้อมจัดให้มีระบบควบคุมภายในที่เหมาะสม รวมถึงสนับสนุนการสื่อสารภายในองค์กรเพื่อสร้างความตระหนักรู้ ตลอดจนการสร้างวัฒนธรรมการบริหารความเสี่ยง (Risk Culture) เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการบริหารความเสี่ยงอย่างทั่วถึงและเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติงานประจำวัน
-
การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติ
การติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินการตามแผนบริหารความเสี่ยง และประเมินประสิทธิภาพของมาตรการต่างๆ ที่ได้ดำเนินการไว้ ผ่านการกำหนดดัชนีชี้วัดความเสี่ยงที่สำคัญ (Key Risk Indicators - KRIs) พร้อมทั้งทบทวน ปรับปรุง หรือพัฒนาแนวทางการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงและสนับสนุนการบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร
ผลการประเมินความเสี่ยงคู่ค้าประจำปี
สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2568 บริษัทได้ทำการประเมินความเสี่ยงคู่ค้ารายสำคัญ พบว่า ไม่มีคู่ค้ารายใดที่มีความเสี่ยงตกอยู่ในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทมีมาตรการควบคุมและกระบวนการคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ จนสามารถบริหารจัดการและบรรเทาผลกระทบได้ ส่งผลให้บริษัทไม่มีความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่เกิดจากห่วงโซ่อุปทานในระดับที่น่ากังวลต่อการดำเนินธุรกิจ
