31 ธันวาคม 2567

โครงการ TALKABLE BUS SHELTER: ป้ายรถเมล์พูดได้

แพลนบีเดินหน้าสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนอย่างต่อเนื่องในปี 2567 ผ่านโครงการ The Talkable Bus Shelter หรือ "ป้ายรถเมล์พูดได้" เพื่อสนับสนุนความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการสาธารณะของผู้พิการทางการมองเห็น โดยเป็นความร่วมมือระหว่างบริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) และ FWD ประกันชีวิต ในการนำเทคโนโลยีเสียงอัจฉริยะมาใช้ผสานกับนวัตกรรมการออกแบบป้ายรถเมล์

โครงการนี้ได้รับการติดตั้งและให้บริการแล้วทั้งหมด 10 จุดสำคัญ ทั่วกรุงเทพมหานคร อาทิ หน้าโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ โรงพยาบาลรามาธิบดี ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และสวนจตุจักร ครอบคลุมเส้นทางการเดินรถเมล์ 46 สายหลัก โดยพัฒนาขึ้นจากข้อมูลเชิงลึกจากการสัมภาษณ์ผู้พิการทางการมองเห็นภายใต้การดูแลของมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย รวมถึงสถิติของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ซึ่งระบุว่าประเทศไทยมีผู้พิการทางการมองเห็นจำนวน 184,622 คน ณ วันที่ 31 มีนาคม 2566

ประโยชน์ที่เกิดขึ้นต่อสังคม

  • เสริมสร้างโอกาสในการเดินทางอย่างเท่าเทียม ช่วยให้ผู้พิการทางการมองเห็นสามารถรับรู้หมายเลขรถเมล์ที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ ลดความเสี่ยงในการพลาดการเดินทาง และเสริมความปลอดภัยในการใช้บริการขนส่งสาธารณะ
  • ยกระดับคุณภาพชีวิต เปิดโอกาสให้ผู้พิการทางการมองเห็นสามารถเข้าถึงแหล่งงาน สถานศึกษา และบริการต่าง ๆ ได้สะดวกขึ้น ส่งเสริมให้สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างอิสระและมีศักดิ์ศรี
  • สร้างสังคมแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน ปลูกฝังแนวคิดการออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design) และส่งเสริมการสร้างสังคมที่เกื้อกูลและเห็นคุณค่าความหลากหลาย

ประโยชน์ที่เกิดขึ้นต่อบริษัท

  • เสริมความน่าสนใจของพื้นที่สื่อโฆษณา การพัฒนาป้ายรถเมล์ให้มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้พิการ ช่วยเสริมภาพลักษณ์เชิงบวกของทำเล ทำให้ป้ายรถเมล์เหล่านี้มีความแตกต่างและโดดเด่นกว่า Media ธรรมดาในตลาด ส่งผลให้บริษัทสามารถเพิ่มอัตราการปล่อยเช่า (Occupancy Rate) ของสื่อบริเวณจุดติดตั้ง Talkable Bus Shelter ได้สูงขึ้น และมีโอกาสตั้งราคาขายสื่อในระดับพรีเมียมสูงกว่าป้ายทั่วไปราวร้อยละ 5–10
  • ลดค่าใช้จ่ายในการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน (Community Engagement) โดยปกติ บริษัทขนาดใหญ่ต้องลงทุนในโครงการ CSR เพื่อสร้างภาพลักษณ์และรักษาความสัมพันธ์กับชุมชน การที่โครงการนี้สร้าง Impact อย่างเป็นรูปธรรม ช่วยลดความจำเป็นในการดำเนินกิจกรรม CSR แยกต่างหาก ซึ่งมักมีต้นทุนสูง ทำให้บริษัทสามารถ “บูรณาการ CSR เข้ากับโมเดลธุรกิจหลัก” (Integrate CSR into Core Business) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดต้นทุนแฝง และเพิ่ม ROI ของกิจกรรมทางสังคม
  • สร้างโอกาสในการดึงดูดลูกค้า Corporate และลูกค้า ESG Campaign แบรนด์ชั้นนำจำนวนมากให้ความสำคัญกับ ESG และมองหาพันธมิตรที่มีแนวคิดเดียวกัน การมีโครงการที่สร้าง “Social Impact” จริงจัง เป็นจุดขายสำคัญที่ช่วยเปิดประตูสู่ลูกค้ารายใหม่ ๆ โดยเฉพาะลูกค้าในกลุ่มธนาคาร ประกัน และสินค้าอุปโภคบริโภคที่ต้องการเชื่อมโยงแคมเปญของตนเข้ากับประเด็นทางสังคมที่มีผลกระทบชัดเจน ช่วยขยายพอร์ตลูกค้า และเพิ่มรายได้จากกลุ่มลูกค้า ESG-driven